Top notch Multipurpose WordPress Theme!

11 วิธีช่วยประหยัดค่าไฟ

by Yensabuy Service Air Comments: 0

11 วิธีต่อไปนี้ จะช่วยเราประหยัดพลังงานและพลังเงินของเราโดยไม่ต้องลงทุน

หลายวิธีที่จะกล่าวถึงนี้ อาจเป็นวิธีง่ายๆ ที่เราคิดไม่ถึงหรือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเราพร้อมใจกันปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะช่วยประหยัดพลังงานและค่าไฟได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    1. ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่จำเป็น

ในห้องปรับอากาศมักติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้สำหรับระบายอากาศออกจากห้องปรับอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากการสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้อง เพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป อากาศจากภายนอกที่ไหลเข้ามาแทนที่นี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงจนเท่ากับอากาศภายในห้อง พัดลมระบายอากาศนี้มีความจำเป็น หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานมาก หรือมีกลิ่นจากเอกสาร, อาหาร หรือควันบุหรี่ แต่หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานไม่มาก และไม่มีกลิ่นรบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยธรรมชาติจะมีอากาศรั่วซึมผ่านทางกรอบประตูหน้าต่างอยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการหายใจ นอกจากนี้ หากเป็นห้องประชุม ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศเย็นก่อนจะมีคนเข้าใช้ห้อง ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ให้รอจนมีคนเข้าใช้ห้องประชุมเป็นจำนวนมากก่อน จึงเปิดพัดลมระบายอากาศก็ได้

    2. ตั้งปิดจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้งาน

ในสำนักงานสมัยใหม่ มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นภาระมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหนึ่งเครื่อง จะปล่อยความร้อนออกมาโดยประมาณ250 วัตต์ โดยส่วนใหญ่จะเป็นความร้อนจากจอมอนิเตอร์ประมาณ180-200 วัตต์ โดยปกติแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่ได้ถูกใช้งานตลอดเวลา ดังนั้นผู้ผลิตโปรแกรม จึงมีส่วนที่ให้ผู้ใช้สามารถตั้งโปรแกรมให้จอมอนิเตอร์ปิดโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่ได้สัมผัสคีย์บอร์ด หรือเมาส์ในระยะเวลาหนึ่ง

สำหรับผู้ใช้ Window 98 การตั้งเวลาสามารถทำได้ ดังนี้

1) เลือก My computer

2) เลือก Control Panel

3) เลือก Power Management

4) ตั้งค่า Power schemes เป็น Home/Office Desk

   3. ตั้งอุณหภูมิ28 ๐C แล้วเปิดพัดลมเสริม

ความเย็นสบาย หรือความสบายเชิงความร้อน (Thermal Comfort) เกิดขึ้นได้จากการมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่สมดุลกัน คือ

1) อุณหภูมิ

2) ความชื้นสัมพัทธ์

3) ความเร็วลม

หากต้องการระดับความสบายเท่าเดิม เมื่อปัจจัยหนึ่งเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนปัจจัยอื่นเป็นการทดแทนได้การตั้งอุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จะประหยัดพลังงานได้ โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 25-26 C มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป แต่ถ้าเราเปิดพัดลมช่วยเพิ่มความเร็วลมในห้อง เราจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 C โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม (มีระดับความสบายเชิงความร้อนเท่ากัน) โดยจะช่วยประหยัดพลังงานได้มาก

     4. นำตู้มาตั้งชิดผนังด้านตะวันออกหรือตะวันตก

ผนังด้านที่มีความร้อนเข้ามามากทีสุดคือ ด้านตะวันออก และตะวันตก นอกจากความร้อนที่ผ่านผนังเข้ามาแล้ว เวลาที่แสงอาทิตย์ส่องถูกผนัง จะทำให้ผนังมีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาก และจะแผ่รังสีความร้อนมาสู่ตัวคน ซึ่งจะทำให้คนรู้สึกร้อนขึ้น แม้อุณหภูมิในห้องจะเท่าเดิม ในห้องที่มีสภาพนี้จะต้องตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ประมาณ 21-22 C จึงจะรู้สึกเย็นสบาย แต่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น การนำตู้ไปตั้งชิดผนัง จะช่วยป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ในห้องที่ผนังห้องไม่ร้อน การตั้งอุณหภูมิที่ 25 C ก็จะเย็นสบายเพียงพอ นอกจากป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังแล้ว การมีตู้ตั้งชิดผนัง ยังเสมือนว่ามีผนังหนาขึ้น จึงเป็นการช่วยลดความร้อนที่ผ่านผนังเข้ามาได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การนำตู้ไปตั้งติดผนังห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก

ผนังด้านนั้นมีกระจกด้วย จะทำให้อุณหภูมิภายในตู้สูงกว่าอุณหภูมิห้อง ดังนั้น จึงควรระมัดระวังกรณีที่สิ่งของภายในตู้ไม่สามารถทนความร้อนได้

    5. ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้และอย่าเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ในขณะปิดแอร์

ระบบปรับอากาศ (แบบน้ำเย็น) ใช้พลังงานประมาณ 1 หน่วยต่อตันต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่นเครื่องปรับอากาศขนาด 5 ตัน เปิดใช้งาน 4 ชั่วโมง จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 x 5 x 4 = 20 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 20 x 3= 60 บาท (ค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3 บาทต่อหน่วย) ในอาคารทั่วไปๆ ค่าไฟฟ้าที่จ่ายไปกว่าครึ่งหนึ่งเป็นค่าไฟของระบบปรับอากาศ การปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่ใช้ห้องปรับอากาศจะสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ในขณะที่ปิดเครื่องปรับอากาศนั้น จะต้องไม่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ มิฉะนั้นความร้อนและความชื้นจากภายนอกจะเข้าไปในห้องปรับอากาศและจะสะสมอยู่ที่ พื้น, ผนัง, เฟอร์นิเจอร์, พรม, กระดาษ, ผ้าม่านฯลฯ เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศครั้งต่อไปเครื่องปรับอากาศก็จะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดึงเอาความร้อนและความชื้นนี้ออกไป ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างต่อเนื่องเสียอีก

    6. ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกนอกห้องปรับอากาศ

อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดจะปล่อยความร้อนออกมา เท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่อุปกรณ์นั้นใช้ ดังนั้น ภาระส่วนหนึ่งที่สำคัญของเครื่องปรับอากาศจึงเกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในห้องปรับอากาศ หากเราสามารถลดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องปรับอากาศโดยการย้ายออกไปตั้งไว้นอกห้องปรับอากาศได้ก็จะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่มักมีอยู่ในห้องปรับอากาศแต่สามารถย้ายออกไปได้ เช่น

1) ตู้เย็น

2) ตู้ทำน้ำเย็น

3) เครื่องถ่ายเอกสาร

4) หม้อต้มน้ำร้อน หรือเครื่องชงกาแฟ

5) ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

6) หม้อหุงข้าวไฟฟ้า

7) ฯลฯ

    7. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น

เครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง จะปล่อยความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ เท่ากับพลังงานที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและหลอดไฟใช้ และความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นภาระของเครื่องปรับอากาศ และต้องเสียพลังงานในการนำความร้อนนี้ทิ้งออกไปข้างนอกอีก จะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าแสงสว่าง ในห้องปรับอากาศจะเป็นการเสียค่าไฟสองต่อ คือ

– เสียค่าไฟที่อุปกรณ์หรือหลอดไฟใช้

– เสียค่าไฟที่เครื่องปรับอากาศเพื่อนำความร้อนออกไปทิ้งนอกห้อง

ดังนั้น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศจึงเป็นการประหยัดสองต่อ คือ ประหยัดที่ตัวอุปกรณ์และประหยัดที่เครื่องปรับอากาศ

     8. งดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ

เมื่อมีการสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศก็จะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อระบายควันและกลิ่นออกจากห้องการระบายอากาศส่วนหนึ่งออกจากห้อง ก็จะทำให้มีอากาศจากภายนอกใหลเข้ามาในห้องทดแทนซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น หากงดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศหรือเปิดเพียงช่วงสั้นๆ ก็เพียงพอซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้ นอกจากนี้ การงดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ ยังลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ จึงทำให้มีฝุ่นละอองไปจับที่คอยล์น้อยเครื่องปรับอากาศ จึงมีประสิทธิภาพสูงอยู่เสมอ และช่วยยืดระยะเวลาการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศไปได้

     9. สวมเสื้อผ้าบางๆ

การสวมเสื้อผ้าบางๆ จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น จึงสามารถตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นได้ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ดั้งนั้น จึงควรรณรงค์ให้ผู้ที่ทำงานในห้องปรับอากาศหันมาใส่เสื่อผ้าบางๆ ไม่ควรใส่สูทเพื่อที่จะตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นได้

    10. ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท

หากปิดประตูหรือหน้าต่างไม่สนิท จะทำให้มีอากาศร้อนชื้นจากภายนอกรั่วใหลเข้าไปในห้องได้ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น มาตรการนี้ดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าจะต้องกล่าวถึงอีกแต่กลับเป็นปัญหาที่พบบ่อย และละเลยกันมากที่สุด นอกจากการปิดประตูหน้าต่างไม่สนิทรอยรั่วรอบๆ กรอบ

ประตูและหน้าต่างก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยๆ หากพบว่ามีรอยแยกและมีลมรั่วจากภายนอกเข้ามา ก็ควรดำเนินการแก้ไขเพื่อช่วยกันประหยัดพลังงาน

    11. ปิดผ้าม่าน

การปิดผ้าม่าน จะช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากภายนอกเข้ามาสู่ตัวคนโดยตรงได้ และยังช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากผิวกระจกมาสู่ตัวคนด้วย ซึ่งทำให้ไม่ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าปกติเพื่อชดเชยการแผ่รังสีความร้อนจึงช่วยประหยัดพลังงานได้ นอกจากลดการแผ่รังสีความร้อนมาสู่ตัวคนแล้ว ผ้าม่านยังช่วยสะท้อนความร้อนกลับออกไปภายนอกได้ด้วย (ถึงแม้ว่าจะไม่มากนัก) จึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่ง

 


 

ซ่อมแอร์ ด่วน !! ล้างแอร์ ราคาประหยัด เปิดบริการทุกวัน

เช็คอาการแอร์เสียเบื้องต้น

by Yensabuy Service Air Comments: 0

 

ไม่อยากเสียเงินซ่อมแอร์แพง ๆ มีวิธีดูอาการแอร์เสียเบื้องต้นก่อนเรียกช่าง

บ้านใดที่มีการใช้แอร์กันอยู่แล้ว สิ่งที่มักจะพบเจอเมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็คืออาการเสียต่าง ๆ ซึ่งบางอาการนั้นอาจไม่จำเป็นต้องถึงมือช่างก็ได้ อย่างเช่นเมื่อแอร์ไม่เย็น หรือลมแอร์ไม่แรงก็เพียงแค่ถอดแผ่นกรองออกมาล้าง แต่สำหรับอาการที่หนักขึ้นและอาจจำเป็นต้องให้ช่างมาช่วยในการซ่อมแอร์ หากเราทราบเบื้องต้นว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากเรื่องใด มันก็สามารถช่วยประหยัดเวลาในการวินิจฉัยอาการเสียโดยช่าง และที่แน่ ๆ ก็สามารถช่วยในการประหยัดค่าซ่อมลงได้ด้วย

สาเหตุหลัก ๆ ที่มักพบเจออาการเสียจนถึงขั้นต้องซ่อมแอร์ก็คือ

  • แอร์ไม่เย็น ทั้ง ๆ ที่ทำการล้างแผ่นกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่คุณต้องสังเกตประกอบกันก็คือคอมเพรสเซอร์หรือเครื่องที่มีพัดลมระบายอากาศร้อนซึ่งอยู่ด้านนอกตัวบ้านนั้นยังคงทำงานอยู่หรือไม่ หากยังทำงานอยู่ก็แสดงว่าอาการเสียเป็นที่ระบบทำความเย็นที่ผิดปกติ เช่นท่อน้ำยาตัน น้ำยาแอร์ขาด หรือแรงอัดของคอมเพรสเซอร์ไม่พอซึ่งอาจมีอาการรั่วของระบบสุญญากาศ ซึ่งเมื่อช่างมาทำการซ่อมแอร์ก็จะสามารถวินิจฉัยอาการได้เร็วขึ้น คือเลือกเช็คเฉพาะจุดตามอาการที่คุณอธิบาย การซ่อมก็ทำได้เร็วขึ้น แต่ในกรณีที่คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน อาการผิดปกติก็จะเป็นผลมาจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้า หรือระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ อันนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าขอให้เป็นกับอุปกรณ์ที่ไม่แพงมาก อาการหนักสุดก็คือแผงวงจรควบคุมช็อต การหาอะไหล่เปลี่ยนจะค่อนข้างแผงราคาอยู่ที่ 1,500 – 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับแอร์แต่ละประเภทแต่ละรุ่นและแต่ละยี่ห้อแอร์
  • เปิดสวิตช์แล้วทุกอย่างไม่ทำงานเลย โดยปกติแล้วแอร์ปัจจุบันนี้มักต้องใช้รีโมทควบคุมการวินิจฉัยอาการเสียควรเริ่มจากง่ายไปยาก อาการแบบนี้อาจเป็นเพียงรีโมทเสียก็ได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องซ่อมแอร์เลย
    ให้ลองเช็คการทำงานของรีโมทดูก่อน หากถ่านยังมีให้ลองเช็คการส่งสัญญาณของรีโมทด้วยการเปิดกล้องโทรศัพท์ของคุณไปที่จุดส่งสัญญาณที่รีโมท ส่วนมากจะมีลักษณะเหมือนหลอดไฟเล็ก ๆ ใส ๆ เมื่อคุณกดสวิตช์ต่าง ๆ บนรีโมทสัญญาณจะถูกส่งไปทางนี้แต่คุณจะมองไม่เห็นเพราะเป็นคลื่นอินฟราเรด จึงต้องใช้กล้องจากโทรศัพท์ช่วยดู ถ้ายังทำงานอยู่ ในขณะที่คุณกดปุ่มใด ๆ ก็ตามคุณจะเห็นไฟที่จุดนี้กระพริบตามการกดทั้ง ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หากรีโมทยังทำงานก็น่าจะมีสาเหตุมาจากตัวเครื่องเองแล้ว อาจเป็นสายไฟเก่าจนขาด หรือหลุด ฟิวส์ขาด ช่างก็จะทำการตรวจเช็คสายไฟหรือฟิวส์ตามอาการ
  • มีน้ำหยดจนทำให้บางครั้งลมไม่แรง หรือไม่เย็น อาการแบบนี้ก็มักพบกันได้มาก ในกรณีที่ใช้ไปนาน ๆ สาเหตุก็จะมาจากความสกปรกที่สะสม หรือท่อน้ำตันหรือหลุดก็เป็นไปได้ กรณีเช่นนี้การซ่อมแอร์ต้องใช้การทำความสะอาดที่ละเอียดขึ้นคืออาจต้องใช้ปั๊มป์แรงดันช่วยในการทำความสะอาด และตรวจหาจุดที่มีรอยรั่วแล้วทำการเปลี่ยนใหม่ซะ

ลองสังเกตอาการเหล่านี้ดูแล้วคุณจะพบว่าส่วนมากอาการที่พบก็มีลักษณะแบบนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ การวินิจฉัยเบื้องต้นทำให้ช่างไม่ต้องมาสุ่มเช็คซึ่งจะเป็นเหตุผลในการเพิ่มค่าซ่อมแอร์ได้ภายหลังนะ ซึ่งคุณก็จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้แอร์สามารถทำความเย็นได้ตามปกติ

 


 

หน้าร้อนทีไร ทำไมแอร์ไม่เย็น

by Yensabuy Service Air Comments: 0

ทำไม! หน้าร้อนทีไร แอร์บ้านจะไม่เย็น

ถ้ามีการถามว่า ประตูห้องน้ำทำไมต้องเป็นบานเกล็ด มักจะพบว่าไม่มีใครตอบเหตุผลที่ชัดเจนได้ เป็นการทำตามความเคยชินซะมากกว่า สมัยก่อน ห้องน้ำอยู่ต่างหากจากบ้าน การทำช่องระบายอากาศจึงมีเหตุผล แต่ในปัจจุบันห้องน้ำมักจะอยู่ในบ้าน พอประตูมีเกล็ดระบายอากาศ กลิ่นและความชื้นจากห้องน้ำจึงระบายเข้ามาในบ้าน แถมความเป็นส่วนตัวยังหายไปด้วย ห้องน้ำควรจัดให้มีการระบายอากาศออกนอกบ้าน ถ้าทำได้อย่างนี้ ประตูห้องน้ำ ควรจะเป็นบานทึบครับ

 

แอร์เบอร์ 5 ดีอย่างไร

แอร์เบอร์ 5 คือแอร์ที่ผ่านการรับรองแล้วว่ากินไฟน้อย หรือมีค่า EER 10.6 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อเครื่องแอร์ที่กินไฟน้อย ในปัจจุบัน ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มีแอร์เบอร์ 5 ให้เลือกซื้อหลายรุ่น บางรายไปถึงแอร์เบอร์ 6 ก็มี ในอนาคต เครื่องแอร์ที่ขายในท้องตลาดจะต้องเป็นแอร์เบอร์ 4 หรือมีค่า EER 9.6 บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ เป็นอย่างน้อย

 

ห้องนอนขนาด 20 ตารางเมตร ใช้แอร์ขนาดไหนดี

โดยทั่วไป ควรจะใช้ขนาดไม่เกิน 1 ตันความเย็นหรือ 12000 บีทียู/ชั่วโมง การที่ใช้เครื่องที่โตเกินไป นอกจากจะกินไฟแล้ว ความเย็นยังไม่สม่ำเสมอด้วย เพราะเครื่องจะตัดต่อบ่อย และความชื้นในห้องจะสูง การเลือกเครื่องแอร์สำหรับห้องนอน ควรให้ความสำคัญกับการใช้งานในตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน เพราะส่วนใหญ่เราใช้งานตอนกลางคืน เพื่อให้เครื่องมีขนาดพอดี ทำให้อุณหภูมิและความชื้นในขณะนอนพอดี เราก็หลับสบาย หากห้องนอนขนาดนี้ ใช้แอร์ 1 ตันความเย็นแล้ว ไม่เย็นเลย สงสัยต้องไปตรวจสอบแล้วหละว่า ว่าควรจะป้องกันความร้อนและทำฉนวนป้องกันความร้อนอย่างไร

 

แอร์ที่มีเครื่องฟอกอากาศในตัวดีหรือเปล่า

การแข่งขันในตลาดเครื่องปรับอากาศนั้นสูงมาก ผู้ผลิตยี่ห้อต่างๆจึงต้องงัดเอากลยุทธใหม่ๆ ออกมานำเสนอให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศจึงจับจุดเครื่องฟอกอากาศนี้มาเป็นจุดขาย เพราะไปเห็นสถิติว่าเครื่องฟอกอากาศขายดี เลยเอาเครื่องฟอกอากาศมาบวกกับแอร์เสียเลย เรื่องนี้ ในฐานะผู้ซื้ออย่าไปซีเรียสมาก คิดว่าอีกซักพัก คงจะซาลงไปเอง เหมือนเรื่องเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ที่ใช้ไปสักพัก ก็ใช้ไม่ได้ และไม่เห็นข้อแตกต่างทางด้านสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างไร

 

อลูมิเนียมฟอยล์ช่วยป้องกันความร้อนได้จริงหรือไม่

การติดตั้งอลูมิเนียมฟอยล์ใต้กะเบื้องซีเพค ช่วยลดความร้อนได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากการสะท้อนความร้อน และการที่เกิดช่อว่างอากาศระหว่างแผ่นฟอยล์และแผ่นกระเบื้อง โดยยังได้อานิสงในการลดปัญหาหลังคารั่ว เนื่องจากแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์กันน้ำ อย่างไรก็ตาม การป้องกันความร้อนจากหลังคาที่ดีที่สุดคือการใช้ฉนวนใยแก้วที่หุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์หนาสัก 3 นิ้วติดตั้งที่ฝ้าเพดาน อย่างนี้ ชัวร์กว่าเยอะครับ

 

แอร์นอกกับแอร์ที่ผลิตในประเทศ อย่างไหนดีกว่ากัน

โปรดทราบว่า เครื่องแอร์ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดไม่ว่าจะมียี่ห้อเป็นญี่ปุ่น หรืออเมริกัน ล้วนแล้วแต่ผลิตในประเทศทั้งสิ้น ยี่ห้อเป็นญี่ปุ่นบางยี่ห้อ ไม่มีในญี่ปุ่นครับ มีแต่ในประเทศไทย ยี่ห้ออเมริกันบางยี่ห้อ ในอมริกาก็ไม่มีแล้ว มีแต่ในประเทศไทยครับ ในปัจจุบัน ประเทศไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศหลายหมื่นล้านบาทต่อปีแอร์ไทยดี และมีมาตรฐานสูง สนับสนุนแอร์ไทยกันเถอะครับ

 

คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ดีอย่างไร

แอร์ทุกเครื่องมีคอมเพรสเซอร์ในตัว สมัยก่อน คอมเพรสเซอร์มีแต่ชนิดลูกสูบ แต่ในปัจจุบัน มีชนิดโรตารี่ และสครอล โดยทั่วไป คอมเพรสเซอร์ชนิดโรตารี่จะเดินเงียบและกินไฟน้อยกว่า จึงได้รับความนิยมมากขึ้น แต่จะมีขนาดจำกัด ส่วนสครอลเป็นคอมเพรสเซอร์รุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นคอมเพรสเซอร์รุ่นใหม่ๆยังมักจะออกแบบให้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ปรับรอบหรืออินเวอร์เตอร์ด้วย

 

แอร์ที่ใช้อินเวอร์เตอร์ดีอย่างไร

 สมัยก่อน การทำงานของคอมเพรสเซอร์ ควบคุมด้วยเทอร์โมสตัทที่จะสั่งให้คอมเพรสเซอร์ตัดหรือต่อ การทำงานในลักษณะนี้ ทำให้ช่วงการควบคุมอุณหภูมิอยู่ในช่วงประมาณ 2 องศา และการตัดหรือต่อของคอมเพรสเซอร์เกิดการกระชากของไฟ ดังนั้น จึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่าอินเวอร์เตอร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์โดยการปรับรอบของคอมเพรสเซอร์ ทำให้การควบคุมอุณหภูมิสม่ำเสมอขึ้น และไม่เกิดไฟกระชาก ทำให้ประหยัดไฟ สกว ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสร้างระบบอินเวอร์เตอร์ในประเทศไทยด้วย เพื่อให้เราสามารถพึ่งตนเองได้

 

เครื่องฟอกอากาศดีหรือไม่

เครื่องฟอกอากาศ มีประโยชน์ในการลดฝุ่นละอองอันเป็นสาเหตุของการสะสมเชื้อโรค กลิ่น อันเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ เนื่องจากมลภาวะในอากาศสูงขึ้น โดยเฉพาะในเมือง เครื่องฟอกอากาศจึงมีความจำเป็นมากขึ้นสำหรับที่อยู่อาศัยในเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ อย่างไรก็ตาม เครื่องฟอกอากาศมีข้อจำกัดที่ขนาดของพื้นที่ใช้งาน และจะต้องหมั่นเปลี่ยนแผงกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ

 

ควรทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศบ่อยแค่ไหน

การทำความสะอาดแผงกรองอากาศ ควรทำเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และควรล้างแผงคอยล์เป็นประจำอย่างน้อยทุก 6 เดือน จะทำให้แอร์เย็น กินไฟน้อย และไม่เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรค

 

แอร์พัดลมน้ำดีหรือไม่

บางครั้ง เวลาเราไปเดินชมสินค้าตามงานโฮม โชว์ จะเห็นคนขายพัดลมน้ำ เวลาเดินผ่านก็รู้สึกเย็นดี ราคาก็ถูก น่าใช้ พัดลมน้ำพวกนี้ไม่น่าใช้ครับ ที่เรารู้สึกเย็นในงานโฮม โชว์ เพราะในงานติดแอร์อยู่แล้ว พัดลมน้ำ เมื่อนำมาใช้ในบ้าน จะทำให้บ้านชื้น ดีไม่ดี เชื้อราจะตามมาอีกด้วย

 

ระวังอย่าให้แอร์เป่าโดนตัวโดยตรง

ลมที่เป่าออกจากหน้ากากแอร์ โดยปกติจะมีอุณหภูมิ 12-13 องศา ซึ่งเป็นลมเย็นจัด จึงไม่ควรให้เป่าโดนตัวโดยตรง จะไม่สบายเอาง่ายๆ การออกแบบระบบแอร์ที่ดี หน้ากากแอร์จะเป่าลมเย็นให้ผสมกับอากาศในห้องก่อนจึงจะกระทบตัวคน

 

ระวังละอองน้ำจาก Cooling Tower

ละอองน้ำจาก Cooling Tower ที่ใช้ในระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ จะมีแบกทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า?ลีเจียแนร่า?ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ หากถึงขั้นรุนแรง ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวัง และไม่ควรเข้าใกล้ หรือหายใจละอองน้ำนี้เข้าไป วิศวกรจะต้องระวังในการติดตั้ง เพื่อไม่ให้ละอองน้ำเข้าสู่อาคารได้

 


 

ล้างแอร์ ติดผนัง

by Yensabuy Service Air Comments: 0

อัตราค่าบริการล้างแอร์ แบบติดผนัง


หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่า ในการล้างแอร์บ้านควรจะล้างกี่เดือนครั้งดี เพราะเห็นช่างส่วนใหญ่ก็บอกให้ล้างทุกๆ 6 เดือน แต่บางทีพึ่งล้างไม่กี่เดือนก็เริ่มไม่ค่อยเย็นแล้ว ซื่งปัจจัยในการล้างแอร์บ่อยครั้งแค่ไหนนั้น ลองพิจารณาดังนี้ครับ

  • ปัจจัยหนึ่งก็คือ เราเปิดใช้งานแอร์ตัวนั้นบ่อยครั้งและนานแค่ไหน ยิ่งเปิดบ่อยๆหรือเปิดนานๆ ก็ยิ่งต้องล้างแอร์บ่อยครั้งขึ้นเท่านั้น เพราะขณะที่แอร์กำลังทำงาน จะมีการดูดอากาศเข้าไปภายในตัวเครื่องเพื่อหมุนเวียนแล้วพ่นลมเย็นออกมา ทำให้มีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไป แล้วไปหมักหมมอยู่ภายในตัวเครื่อง และจะทำให้ระบายความเย็นได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เเอร์ทำงานหนักและกินไฟเพิ่มขึ้น
    ล้างแอร์
  • อีกปัจจัยหนึ่งก็คือตำแหน่งที่อยู่อาศัยของท่าน ถ้าหากอยู่ติดถนน หรืออยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นละอองมาก เช่น บริเวณที่กำลังมีการก่อสร้าง เป็นต้น ก็จำเป็นจะต้องล้างแอร์บ่อยครั้งขึ้นตามปริมาณฝุ่นละออง (สังเกตง่ายถ้าด้านหลังของคอยล์ร้อนเริ่มมีฝุ่นจับมากก็ควรล้างทันที อย่าปล่อยให้อุดตันจนอากาศไหลเวียนได้ไม่สะดวก)
  • พื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับการก่อสร้าง ก็จะทำให้มีสิ่งสกปรกอุดตันเร็วเช่นกัน
    ยิ่งถ้าบ้านติดกับการก่อสร้างถนนด้วยแล้วนั้น แนะนำความล้างแอร์ทุก 2-3 เดือนครั้งครับ เพราะแอร์จะสกปรกเร็วมาก ๆ
  • ที่อยู่อาศัยภายในห้องมีการใช้แป้งเยอะหรือไม่ หรือที่นอนเป็นฝุ่นเยอะหรือไม่ หรือมีสิ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ต้องล้างแอร์เร็วขึ้นนะครับ

ข้อแนะนำ : ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของแอร์ ด้วยน้ำเปล่าทุก ๆ อาทิตย์ (ทำให้แห้งก่อนนำไปใส่) เพื่อลดการอุดตันของแผ่นกรอง (ช่วยประหยัดค่าไฟลงได้ และยังช่วยลดไรฝุ่นละอองที่ลมเป่าออกมาจากตัวแอร์ในห้องได้ด้วย)

ข้อสังเกต : แอร์จะทำความเย็นได้ดีขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ และประหยัดไฟขึ้นอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ หลังจากการล้างแอร์ อีกทั้งยังช่วยลดสิ่งสกปรก เชื้อโรคที่สะสมอยู่ภายในเครื่องปรับอากาศ และยังช่วยทำให้อากาศภายในห้องสะอาด เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกาย

 

ราคาล้างแอร์รายครั้งแบบติดผนัง

ขนาดบีทียู (BTU) ธรรมดา อินเวอร์เตอร์
9,000 – 18,000 400.- 500.-
18,001 – 24,000 500.- 600.-
24,001 – 30,000 600.- 700.-
30,001 – 38,000 700.- 800.-
ดูราคาค่าล้างแอร์อินเวอร์เตอร์ เริ่มต้น 500.- บาท

นัดล้างแอร์ออนไลน์  |  ศูนย์บริการโทร : 02-897-1224-5 | 02-897-1522 | 089-166-8765 |

 

รายละเอียดการทำงาน

( ล้างใหญ่ ) คอยล์เย็น ( EVAPERRATOR )

1. ล้างทำความสะอาดโบเวอร์ ด้วยปั้มน้ำแรงดันสูง
2. ล้างทำความสะอาดฟิลคอยล์ (EVAPERRATOR) ด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูง
3. ดูดและเป่าทำความสะอาดระบบท่อน้ำทิ้งด้วย (BLOVER)
4. ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ (FILTER)
5. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟภายในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
6. ตรวจเช็ครอบความเร็วของมอเตอร์พัดลม (FANCOLL)
7. ตรวจเช็คสปีด เทอร์โมรูม และ รีโมทควบคุมความเย็น (CONTROL)

( ล้างใหญ่ ) คอยล์ร้อน ( CONDENSING UNIT )

8. ล้างทำความสะอาดแผงครีบคอนเดนซึ่งด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูงและ BLOVER
9. ผสมน้ำยาฉีดล้างเครื่องปรับอากาศจะทำ ให้ขาวสะอาด และ มีกลิ่นหอม
10. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟภายในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
11. ตรวจวัด แรงดันของระบบน้ำยา เช็คกำลังอัดของคอมเพรสเซอร์
12. ตรวจเช็ตการทำงานของไทม์เมอร์ และอุปกรณ์ช่วยสตาร์ททุกชนิด ของระบบคอมเพรสเซอร์
13. ตรวจเช็คกระแสไฟฟ้า และ การทำงานของคอนเดนซิ่งยูนิต

 

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเงินเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

** การล้างแต่ละครั้งจะมีผ้าใบคลุม สำหรับป้องกันความสกปรก และน้ำกระเด็นใส่สิ่งของ ของลูกค้า ด้วยการทำงานแบบมืออาชีพ เราตั้งใจให้พนักงานทำงานอย่างมีคุณภาพและดูแลรักษาความสะอาด ในการทำงานทุกครั้งให้ลูกค้า ผู้มีพระคุณยิ่งทุกท่านค่ะ

 


 

อัตราค่าบริการล้างย่อยแอร์

 

| นัดล้างแอร์ออนไลน์ | ศูนย์บริการโทร : 02-897-1224-5 | 02-897-1522 | 089-166-8765 |

ราคาล้างย่อยแอร์แบบติดผนัง

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา ระยะเวลา
20,001 – 48,000 300.- 15-30 นาที
กรณีแอร์เสียเก็บค่าตรวจเช็ค 300.- 15-30 นาที
* รวมค่าบริการ / ค่าตรวจเช็ค ค่าเดินทาง / ค่าล้างย่อยแอร์ / แล้วแต่กรณี

 

รายละเอียดการล้างย่อยแอร์

( ล้างย่อย ) คอยล์เย็น ( EVAPERRATOR )

1. ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น (Filter)
2. ดูดและเป่าทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งด้วยเครื่องเป่าลมกำลังสูง
3. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
4. ตรวจเช็ค รอบความเร็วของมอเตอร์พัดลม คอยล์เย็น และใบพัด
5. ตรวจเช็คชุดควมคุมระบบแอร์เทอร์โมรูมและรีโมท

( ล้างย่อย ) คอยล์ร้อน ( CONDENSING UNIT )

6. ดูดและเป่าแผงครีบคอนเดนซิ่งยูนิตด้วยเครื่องเป่าลมกำลังสูง
7. ตรวจวัดแรงดันของระบบน้ำยา ที่คอนเดนซิ่ง
8. ตรวจเช็คการทำงานของอุปกรณ์ช่วยสตาร์ททุกชนิด
9. ตรวจเช็คการทำงานของมอเตอร์และใบพัดลมคอยล์ร้อน
10. ตรวจเช็คการทำงาน ของระบบคอมเพรสเซอร์แอร์

 

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเงินเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

** กรณีล้างย่อย คิดค่าล้างย่อย 300.- บาท แอร์ขนาดใหญ่เกิน 20,000 BTU | ค่าบริการตรวจเช็ค 300.- บาท กรณีแอร์เสีย ไม่ได้ล้างแอร์ | – ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามหน้างานจริง เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายละเอียดราคาค่าใช้จ่าย ให้ลูกค้าทราบก่อนการดำเนินการทุกครั้ง ขอบคุณที่ไว้วางใจใช้บริการเย็นสบาย ค่ะ !!

 


 

ล้างแอร์ ตู้ตั้งทรงสูง

by Yensabuy Service Air Comments: 0

อัตราค่าบริการล้างแอร์แพ็คเก็จ

 

| นัดล้างแอร์ออนไลน์ | ศูนย์บริการโทร : 02-897-1224-5 | 02-897-1522 | 089-166-8765 |

ราคาล้างแอร์แบบตู้ตั้งทรงสูง

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา ระยะเวลา
9,000 – 15,000 500.- 30-60 นาที
15,001 – 20,000 600.- 30-60 นาที
20,001 – 28,000 700.- 30-90 นาที
28,001 – 38,000 800.- 45-90 นาที
38,001 – 48,000 1,000.- 45-120 นาที
48,001 – 58,000 1,200.- 60-120 นาที
58,001 – 68,000 1,500.- 60-120 นาที
68,001 – 78,000 1,700.- 60-120 นาที
เพื่อสุขภาพที่ดี อย่าลืมล้างแอร์เป็นประจำนะคะ

 

รายละเอียดการทำงาน

( ล้างใหญ่ ) คอยล์เย็น ( EVAPERRATOR )

1. ล้างทำความสะอาดโบเวอร์ ด้วยปั้มน้ำแรงดันสูง
2. ล้างทำความสะอาดฟิลคอยล์ (EVAPERRATOR) ด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูง
3. ดูดและเป่าทำความสะอาดระบบท่อน้ำทิ้งด้วย (BLOVER)
4. ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ (FILTER)
5. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟภายในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
6. ตรวจเช็ครอบความเร็วของมอเตอร์พัดลม (FANCOLL)
7. ตรวจเช็คสปีด เทอร์โมรูม และ รีโมทควบคุมความเย็น (CONTROL)

( ล้างใหญ่ ) คอยล์ร้อน ( CONDENSING UNIT )

8. ล้างทำความสะอาดแผงครีบคอนเดนซึ่งด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูงและ BLOVER
9. ผสมน้ำยาฉีดล้างเครื่องปรับอากาศจะทำ ให้ขาวสะอาด และ มีกลิ่นหอม
10. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟภายในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
11. ตรวจวัด แรงดันของระบบน้ำยา เช็คกำลังอัดของคอมเพรสเซอร์
12. ตรวจเช็ตการทำงานของไทม์เมอร์ และอุปกรณ์ช่วยสตาร์ททุกชนิด ของระบบคอมเพรสเซอร์
13. ตรวจเช็คกระแสไฟฟ้า และ การทำงานของคอนเดนซิ่งยูนิต

 

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเงินเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

** การล้างแต่ละครั้งจะมีผ้าใบคลุม สำหรับป้องกันความสกปรก และน้ำกระเด็นใส่สิ่งของ ของลูกค้า ด้วยการทำงานแบบมืออาชีพ เราตั้งใจให้พนักงานทำงานอย่างมีคุณภาพและดูแลรักษาความสะอาด ในการทำงานทุกครั้งให้ลูกค้า ผู้มีพระคุณยิ่งทุกท่านค่ะ

 


 

อัตราค่าบริการล้างย่อยแอร์

 

| นัดล้างแอร์ออนไลน์ | ศูนย์บริการโทร : 02-897-1224-5 | 02-897-1522 | 089-166-8765 |

ราคาล้างย่อยแอร์แบบตู้ตั้งทรงสูง

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา ระยะเวลา
9,000 – 48,000 300.- 15-30 นาที
48,001 – 78,000 500.- 20-40 นาที
* รวมค่าบริการ / ค่าตรวจเช็ค ค่าเดินทาง / ค่าล้างย่อยแอร์ / แล้วแต่กรณี

 

รายละเอียดการล้างย่อยแอร์

( ล้างย่อย ) คอยล์เย็น ( EVAPERRATOR )

1. ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น (Filter)
2. ดูดและเป่าทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งด้วยเครื่องเป่าลมกำลังสูง
3. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
4. ตรวจเช็ค รอบความเร็วของมอเตอร์พัดลม คอยล์เย็น และใบพัด
5. ตรวจเช็คชุดควมคุมระบบแอร์เทอร์โมรูมและรีโมท

( ล้างย่อย ) คอยล์ร้อน ( CONDENSING UNIT )

6. ดูดและเป่าแผงครีบคอนเดนซิ่งยูนิตด้วยเครื่องเป่าลมกำลังสูง
7. ตรวจวัดแรงดันของระบบน้ำยา ที่คอนเดนซิ่ง
8. ตรวจเช็คการทำงานของอุปกรณ์ช่วยสตาร์ททุกชนิด
9. ตรวจเช็คการทำงานของมอเตอร์และใบพัดลมคอยล์ร้อน
10. ตรวจเช็คการทำงาน ของระบบคอมเพรสเซอร์แอร์

 

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเงินเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

** ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามหน้างานจริง เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายละเอียดราคาค่าใช้จ่าย ให้ลูกค้าทราบก่อนการดำเนินการทุกครั้ง

 


 

ล้างแอร์ อินเวอร์เตอร์

by Yensabuy Service Air Comments: 0

อัตราค่าบริการล้างแอร์อินเวอร์เตอร์

 

ล้างแอร์บ้าน ระบบอินเวอร์เตอร์ R32

 

ข้อแนะนำ : ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของแอร์ ด้วยน้ำเปล่าทุก ๆ อาทิตย์ (ทำให้แห้งก่อนนำไปใส่) เพื่อลดการอุดตันของแผ่นกรอง (ช่วยประหยัดค่าไฟลงได้ และยังช่วยลดไรฝุ่นละอองที่ลมเป่าออกมาจากตัวแอร์ในห้องได้ด้วย)

ข้อสังเกต : แอร์จะทำความเย็นได้ดีขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ และประหยัดไฟขึ้นอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ หลังจากการล้างแอร์ อีกทั้งยังช่วยลดสิ่งสกปรก เชื้อโรคที่สะสมอยู่ภายในเครื่องปรับอากาศ และยังช่วยทำให้อากาศภายในห้องสะอาด เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกาย

 

ราคาล้างแอร์แบบติดผนัง อินเวอร์เตอร์

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา หน้าสามเหลี่ยม
9,000 – 18,000 500.- 500.-
18,001 – 24,000 600.- 600.-
24,001 – 30,000 700.- 700.-
30,001 – 38,000 800.- 800.-
ล้างแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ ทุกยี่ห้อ ค่าล้างแอร์ เริ่มต้นเพียง 500.- บาท

นัดล้างแอร์ออนไลน์  |  ศูนย์บริการโทร : 02-897-1224-5 | 02-897-1522 | 089-166-8765 |

 

รายละเอียดการทำงาน

( ล้างใหญ่ ) คอยล์เย็น ( EVAPERRATOR )

1. ล้างทำความสะอาดโบเวอร์ ด้วยปั้มน้ำแรงดันสูง
2. ล้างทำความสะอาดฟิลคอยล์ (EVAPERRATOR) ด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูง
3. ดูดและเป่าทำความสะอาดระบบท่อน้ำทิ้งด้วย (BLOVER)
4. ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ (FILTER)
5. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟภายในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
6. ตรวจเช็ครอบความเร็วของมอเตอร์พัดลม (FANCOLL)
7. ตรวจเช็คสปีด เทอร์โมรูม และ รีโมทควบคุมความเย็น (CONTROL)

( ล้างใหญ่ ) คอยล์ร้อน ( CONDENSING UNIT )

8. ล้างทำความสะอาดแผงครีบคอนเดนซึ่งด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูงและ BLOVER
9. ผสมน้ำยาฉีดล้างเครื่องปรับอากาศจะทำ ให้ขาวสะอาด และ มีกลิ่นหอม
10. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟภายในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
11. ตรวจวัด แรงดันของระบบน้ำยา เช็คกำลังอัดของคอมเพรสเซอร์
12. ตรวจเช็ตการทำงานของไทม์เมอร์ และอุปกรณ์ช่วยสตาร์ททุกชนิด ของระบบคอมเพรสเซอร์
13. ตรวจเช็คกระแสไฟฟ้า และ การทำงานของคอนเดนซิ่งยูนิต

 

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเงินเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

** การล้างแต่ละครั้งจะมีผ้าใบคลุม สำหรับป้องกันความสกปรก และน้ำกระเด็นใส่สิ่งของ ของลูกค้า ด้วยการทำงานแบบมืออาชีพ เราตั้งใจให้พนักงานทำงานอย่างมีคุณภาพและดูแลรักษาความสะอาด ในการทำงานทุกครั้งให้ลูกค้า ผู้มีพระคุณยิ่งทุกท่านค่ะ

 


 

อัตราค่าบริการล้างย่อยแอร์

 

| นัดล้างแอร์ออนไลน์ | ศูนย์บริการโทร : 02-897-1224-5 | 02-897-1522 | 089-166-8765 |

ราคาล้างย่อยแอร์แบบติดผนัง

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา ระยะเวลา
20,001 – 48,000 300.- 15-30 นาที
กรณีแอร์เสียเก็บค่าตรวจเช็ค 300.- 15-30 นาที
* รวมค่าบริการ / ค่าตรวจเช็ค ค่าเดินทาง / ค่าล้างย่อยแอร์ / แล้วแต่กรณี

 

รายละเอียดการล้างย่อยแอร์

( ล้างย่อย ) คอยล์เย็น ( EVAPERRATOR )

1. ล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น (Filter)
2. ดูดและเป่าทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งด้วยเครื่องเป่าลมกำลังสูง
3. ตรวจเช็คจุดต่อสายไฟในระบบ และยึดสกรูสายไฟให้แน่นหนา
4. ตรวจเช็ค รอบความเร็วของมอเตอร์พัดลม คอยล์เย็น และใบพัด
5. ตรวจเช็คชุดควมคุมระบบแอร์เทอร์โมรูมและรีโมท

( ล้างย่อย ) คอยล์ร้อน ( CONDENSING UNIT )

6. ดูดและเป่าแผงครีบคอนเดนซิ่งยูนิตด้วยเครื่องเป่าลมกำลังสูง
7. ตรวจวัดแรงดันของระบบน้ำยา ที่คอนเดนซิ่ง
8. ตรวจเช็คการทำงานของอุปกรณ์ช่วยสตาร์ททุกชนิด
9. ตรวจเช็คการทำงานของมอเตอร์และใบพัดลมคอยล์ร้อน
10. ตรวจเช็คการทำงาน ของระบบคอมเพรสเซอร์แอร์

 

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเงินเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

** กรณีล้างย่อย คิดค่าล้างย่อย 300.- บาท แอร์ขนาดใหญ่เกิน 20,000 BTU | ค่าบริการตรวจเช็ค 300.- บาท กรณีแอร์เสีย ไม่ได้ล้างแอร์ | – ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามหน้างานจริง เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายละเอียดราคาค่าใช้จ่าย ให้ลูกค้าทราบก่อนการดำเนินการทุกครั้ง ขอบคุณที่ไว้วางใจใช้บริการเย็นสบาย ค่ะ !!